คนมีเงินเก็บสิบล้าน กับคนเป็นหนี้สิบล้าน สองคนนี้มองโลกไม่เหมือนกัน

คนมีเงินเก็บสิบล้าน กับคนเป็นหนี้สิบล้าน สองคนนี้มองโลกไม่เหมือนกัน

ตั้งแต่เล็กจนโต ใครๆ ก็มักจะบอกเราว่า อยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน และถ้าอยากใช้ชีวิตอย่างมั่นคง

แบบไม่ต้องรัดเข็มขัด บางทีก็มากเกินไป จนรู้สึกลำบาก ยิ่งลำบาก ยิ่งต้องขยัน “เก็บออม” เอาไว้ตั้งแต่วันนี้

ซึ่งเคล็ดลับการออมเงินนั้น มีอยู่มากมายให้เราได้ศึกษา และทำตาม แต่ปัญหาใหญ่ของการออม

ที่กูรูด้านการเงินไม่ค่อยพูดถึงนั่นก็คือ ทำอย่างไรถึงจะออมเงินได้ตามแผนไปจนตลอดรอดฝั่ง หากยังไม่มีวินัยทางการเงิน

ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายด้านใดก็ตาม “วินัย” เป็นสิ่งสำคัญขั้นพื้นฐาน และสามารถตัดสินได้ว่าคนคนนั้นจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่

โดยเฉพาะหากใครที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากกิน อยากใช้ หรือ มีเรื่องฉุกเฉินเมื่อไหร่ ก็มีเงินให้ใช้ได้อย่างไม่เดือดร้อน

สิ่งที่ต้องรีบสร้างตั้งแต่วันนี้ และทำให้เป็นนิสัยคือเรื่องของ “วินัยทางการเงิน” แต่แค่พูดอย่างเดียวอาจดูเหมือนง่าย

เพราะในความเป็นจริงแล้ว การสร้างวินัยนั้นก็เหมือนกับการเข็นครกขึ้นภูเขา หากใครไม่มีความพยายาม

หรือแรงจูงใจมากพอ ก็อาจจะไปไม่ถึงยอดเขาสักที ถ้าไม่ใช้จ่ายเงินเกินตัว ก็ไม่ต้องมีหนี้

เพราะตามที่พิจารณาแล้ว 4 เหตุผลของคนเป็น “หนี้” มีอะไรบ้าง และต้องรับมือแบบไหนบ้าง

1. ต้องการได้ของมาใช้ก่อน ผ่อนทีหลัง

ทั้งสิ่งของที่จำเป็นและไม่จำเป็น หนี้ที่จะตามมาก็คือหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้ผ่อนเงินสด

ทั้งที่มีดอกเบี้ย หรือไม่มีดอกเบี้ยก็ตาม วิธีการบริหารจัดการหนี้แบบนี้อาจเริ่มตั้งแต่ การสร้างกฎกติกา

ให้ตัวเองว่า ในแต่ละเดือนสามารถใช้บัตรเครดิตได้เท่าไหร่ และประเมินความสามารถในการใช้หนี้ของตัวเอง

เมื่อเป็นหนี้แล้ว ก็ควรชำระเงินให้ครบตามสัดส่วน และทันกำหนดเวลา

เพื่อจะได้ไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว รวมไปถึงค่าธรรมเนียมการผิดนัดชำระที่ตามมาด้วย

2. เป็นหนี้เพื่อครอบครัว

ต้องการสร้างความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวเอง และคนที่รัก ส่วนใหญ่เป็นการซื้อของชิ้นใหญ่

หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่า เช่น บ้าน คอนโด รถยนต์ ผ่านสถาบันการเงิน หนี้ประเภทนี้

มีระยะเวลาการผ่อนชำระที่แน่นอนและสามารถเห็นยอดหนี้รวมดอกเบี้ยที่ต้องชำระล่วงหน้า

อีกทั้งก่อนที่สถาบันการเงินจะปล่อยให้กู้นั้นจะมีการประเมินปัจจัยด้านต่างๆ ของผู้กู้ก่อนที่จะอนุมัติวงเงิน

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมเอาภาระที่ไม่อยู่ในระบบ อย่างค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

นำมาประเมินตัวเองด้วยว่า เมื่อบวกค่าใช้จ่ายต่างๆ เข้าไปแล้ว มีความสามารถที่จะผ่อนชำระทรัพย์สินนั้น

ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ มิเช่นนั้น ก็อาจจะเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากการผิดนัดชำระ หรืออาจถูกยึดทรัพย์สินนั้นได้

3. รายได้ไม่พอกับรายจ่าย

หรือเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินด่วน สำหรับบางครอบครัว อาจมีรายได้น้อยแบบใช้เดือนชนเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลัง

เพราะรายรับไม่พอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือในบางโอกาส ที่จำเป็น ต้องใช้เงินก้อน แต่เงินสำรองไม่มี

ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล หรือสิ่งของเครื่อง ใช้ในบ้านที่จำเป็น ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจ

ขาลงที่หลายคนไม่สามารถหารายได้เหมือนเดิม จึงเกิดการกู้หนี้ยืมสินทั้งจากคนรอบข้าง

การขอสินเชื่อจากธนาคาร หรือจำนำทรัพย์สิน ซึ่งควรเลือกแหล่งเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยน้อยที่สุด เชื่อถือได้

และมีระยะเวลาการชำระเงินที่เหมาะสมกับกำลังในการผ่อนชำระ แหล่งเงินกู้ที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือหนี้นอกระบบที่มักมีดอกเบี้ยสูง

4. อยากได้เงินไปต่อยอดสร้างอาชีพ

หรือลงทุนทำธุรกิจ การลงทุนด้านการศึกษาวิชาชีพ หรือการทำธุรกิจทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

ล้วนแล้วแต่ ต้องใช้เงินทุน แต่จะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่า ค่าอุปกรณ์

ค่าจ้างพนักงาน ค่าต้นทุนการผลิตต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้กู้ย่อมจะต้องมีการวางแผน

การดำเนินธุรกิจ ก่อนที่จะยื่นกู้สินเชื่อเพื่อธุรกิจจากธนาคาร หรืออาจจะเป็นธุรกิจเล็กๆ

อย่างร้านขายของ หรือขายอาหารที่ต้องการเงินทุน เพื่อซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ซึ่งเป็นเงินทุนที่ก้อนไม่ใหญ่มากนัก

ก็อาจจะพิจารณาแหล่งเงินทุน อย่างการขอสินเชื่อ จากธนาคารที่ใช้สินทรัพย์ค้ำประกันได้

โดยควรดูเงื่อนไข ดอกเบี้ย และระยะเวลา การชำระหนี้ให้สอดคล้องกับระยะเวลาการทำธุรกิจ

และยอดขาย ที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากที่จะเรียนรู้ วิธีการบริหารจัดการหนี้สินแล้ว

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่หลายคนมักมองข้ามก็คือการทำประกัน ที่สามารถช่วยบริหารความเสี่ยง และช่วยจัดการปัญหาภาระหนี้สินได้เป็นอย่างดี

ที่มา : k e p t b y k r u n g s r i