จบอะไรมาก็ไม่สำคัญ เท่ากับทำงานเลี้ยงตัวเองได้ (ข้อคิดดีมาก)

จบอะไรมาก็ไม่สำคัญ เท่ากับทำงานเลี้ยงตัวเองได้ (ข้อคิดดีมาก)

คนที่มีต้นทุนชีวิตดี หรือพ่อแม่เป็นครู เป็นตำรวจ ที่มีความสามรถส่งลูกเรียนให้จบ เด็กพวกนี้ จะมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว

จบออกมา ก็ต้องไปสอบรับราชการ เดินตามรอยเท้าพ่อแม่ แต่มีเด็กอีกมากมาย ที่ไม่มีโอกาสดีๆ เช่นนั้น แต่เขาก็หาทางเพื่อชีวิตของเขาเอง

ลึกๆ เขาคิกว่า “จะเรียนไปทำไม ให้พ่อแม่ลำบากหลายปี เห็นบางคนจบมา ก็ได้งานที่ไม่ตรงสาย งานที่น้อยคนจะรู้จัก เงินเดือนที่ไม่ได้มากมายอะไร”

คำถามนี้ จะได้คำตอบ ที่ทำให้กลุ้มใจมากเลย เพราะมันเต็มไปด้วยความคาดหวัง ที่คิดว่า “เรามีทางเลือกอยู่ไม่กี่อย่างในชีวิตหรือ”

แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็นความคิด “ฉันทำงานอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะตรงสาย หรือไม่ก็ตาม” มันอาจเป็นประโยคคนแพ้ ในสายตาบางคน

แต่ถ้าคิดดูแล้ว มันได้ความสบายใจ เยอะกว่าการ ตั้งคำถามแบบแรก เพราะความเป็นจริงของชีวิต คือ

1. มนุษย์ทุกคน มีความสามารถในตัวเอง “แตกต่าง” กันไป เราไม่จำเป็นต้องเก่ง หรือทำอะไรเหมือนๆ กันหมด

2. แม้แต่ในคนคนเดียว ยังมีความสามารถ ที่หลากหลาย เช่น เป็นหมอ แต่ก็เล่นดนตรีเก่ง

ทำอาหารเก่ง เป็นศิลปิน แต่ก็คำนวณเก่ง ขับรถเก่ง ในครั้งหนึ่งที่เรา ไม่เห็นประโยชน์ว่าจะใช้อะไรได้จริง

พอโตขึ้นอีกหน่อย มันก็ต้องมีบ้าง ที่เรานึกอะไรขึ้นมา จนต้องไปหาอ่าน ปัดฝุ่นตำราอีกครั้ง

ทุกความรู้ที่เราได้รับ ไม่เคยสูญเปล่า แค่เรามองไม่เห็นค่ามันเอง ลองนึกดูให้ดีสิ

3. สิ่งที่เราเรียนมา เป็นสิบเป็นร้อย มันคือ “การหล่อหลอม” หลายวิชาไม่ได้สอนเราทางตรง

แต่ให้เราค่อยๆ ซึมซับข้อดีแต่ละอย่างไปเอง เช่น ฝึกความอดทน ฝึกความประณีต ฝึกทักษะการเข้าสังคม

4. สิ่งที่เรา “เก่ง” ไม่จำเป็นต้องออกมาในรูปแบบวิชาชีพ เช่น หมอวิศวกร พยาบาล

มันอาจเป็นพรสวรรค์ก็ได้ เป็นความรู้อะไร ก็ได้ที่เราเอาจริงกับมัน เช่น การทำอาหาร การจัดสวน

การออกแบบ ไม่อย่างงั้น เราคงไม่เห็นนักธุรกิจหน้าใหม่หลายคน ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหรอก

5. มันเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์เรา จะต้องวิ่งตามหาสิ่งที่ “ใช่” ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ปรับตัวไป

สิ่งที่เรากำลังสนุกในตอนนี้ บางทีอาจจะยังไม่ใช่ที่สุด สิ่งที่เราเก่งในตอนนี้ ในวันข้างหน้า

มันอาจเป็นเพียงแค่ความทรงจำ เพราะอาจมีหลายปัจจัยให้คิดมากขึ้น

เช่น จำเป็นต้องพับโครงการเรียนต่อเอาไว้ เพราะเงินไม่พอ จำเป็นต้องทำงานหาเงินก่อน

แล้วค่อยไปเรียนศิลปะที่เราชอบ เราต้องดูจังหวะของชีวิตด้วย (ความจำเป็นของชีวิตแต่ละช่วง)

6. มนุษย์เราควรมีทางเลือกให้กับชีวิตไว้หลายด้าน หรือ “มีแผนสำรอง”

เพื่อไม่เป็นการปิดกั้นตัวเองจนเกินไป เช่น ถ้าวุฒิที่เราเรียนมา มันหางานยาก

จะยอมรึเปล่า ที่จะเอาวุฒิต่ำกว่านี้ ไปสมัครหางานไปก่อน ถ้าเราไม่ได้อาชีพนี้ เรายอมได้รึเปล่า

ที่จะทำอาชีพอื่นไปพลางๆ ก่อน ความฝัน กับสิ่งที่ใช่ มันไม่ควรเป็นสิ่งที่ได้ดั่งใจในทันที

7. ในรั้วโรงเรียน ต่อให้เราได้เรียนกับอาจารย์ ที่เก่งแค่ไหนขอบเขตความรู้มันก็เป็นเพียงความรู้ในรั้วเท่านั้น

โลกของวัยผู้ใหญ่ ที่โตขึ้น เรายังต้องรู้เห็น อีกมาก เรียนรู้กันอีกยาว

ลองผิดลองถูกกันอีกเยอะ ดังนั้น จะมาฟันธงว่า เรียนมาสายวิทย์ ต้องทำงานสายวิทย์

เรียนสายภาษาต้องทำงานสายภาษา มันก็ไม่ถูกเสมอไป มันเป็นเรื่องธรรมดามาก

ที่ต้องแลกกับความเหนื่อย ความพยายามหลายเท่าตัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะพบว่า

หมอบางคน แต่งเพลงได้ บางคนเรียนวิชาชีพ แต่มาเป็นศิลปิน บางคนเรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จ

ถ้ายังไม่เข้าใจในข้อนี้ ลองย้อนกลับไปอ่านข้อ 6 อีกรอบ ขึ้นชื่อว่า “ความรู้”

เราได้รับมา ถึงจะไม่ได้ใช้ในทันที ก็ไม่ควรเสียดาย ขึ้นชื่อว่า “ความฝัน” ถึงจะยังไม่ใช่ในวันนี้

ใช่ว่าวันหน้าจะเป็นไปไม่ได้ มันอยู่ที่เราล้วนๆ ว่า “รู้ตัวดีหรือไม่ ว่าทำอะไรอยู่”

และพร้อมจะยืดหยุ่นกับ ทุกสถานการณ์ชีวิตรึเปล่า อย่าลืมว่าโลกเรากลม และมีหลายมิติ ใช่ว่าจะต้องมองเพียงด้านเดียว

ที่มา : j e e b