จากพนักงานธนาคาร สู่เจ้าของกิจการส่วนตัว

จากพนักงานธนาคาร สู่เจ้าของกิจการส่วนตัว

รู้จักสาวทำงานธนาคารอยู่คนนึง ลาออกจากงานธนาคาร ไปทำงานเด็กเสิร์ฟ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

อาศัยว่ามีคนฝากงานที่ร้านอาหารให้ ร้านอาหารไทยที่ว่านี้ ดิฉัน และครอบครัวมักจะแวะไปอุดหนุนบ่อยๆ ค่ะ

ตอนนี้ อดีตสาวธนาคาร พบรักแต่งงานกับพ่อหนุ่มนักธุรกิจ สร้างครอบครัวมีความสุขไปแล้วค่ะ

บางที บางครั้งเนี่ย การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินทางของชีวิต อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี

พนักงานธนาคาร เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ มีความรอบรู้ และทำงานอย่างหนักหน่วง

เคยภาคภูมิใจในการเป็นพนักงานแบงก์ มาถึงตอนนี้ กลายเป็นอาชีพเสี่ยง ไม่รู้อนาคตตัวเอง

และเมื่อถูกเลิกจ้างลอยแพไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำงานที่ใหม่ได้อย่างไร จากสาวแบงก์ที่เรียกว่า ไวท์คอลล่า

จะให้ไปทำงานเป็นสาวโรงงานที่เรียกว่าบลูคอลล่า คงเป็นไปไม่ได้ บรรดาพนักงานแบงก์

จึงต้องเผชิญกับความยากลำบากหนักเข้าไปเป็นทวีคุณเข้าไปอีก การปลดพนักงานครั้งใหญ่

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และค่าครองชีพที่แพงสูงลิ่ว จะทำให้ปัญหาการว่างงานของพนักงานธนาคาร

กลายเป็นวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจได้ และจะหนักหนาสาหัสมากเข้าไปอีกที่ไม่มีใครช่วยได้

ถึงแม้ธนาคารจะรักษาอัตรากำไรไว้ได้ แต่ในแง่ผลกำไรสูงสุด ธนาคารเหล่านี้เลือกที่จะปลดพนักงานออกไป

มากกว่ารักษา การจ้างงานของพนักงานเหล่านี้ และแน่นอน วิธีการที่นายจ้างจะใช้ในการเลิกจ้างพนักงานก็คือ

การบีบให้ออกจากงานไปเอง สารพัดวิธีการที่ทำกัน เช่นมอบหมายงานเพิ่ม ให้หาลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์

ทำไม่ได้ก็โดนเตือน หนักเข้าก็ย้ายสาขา ย้ายไปไกลๆ พนักงานถูกกดดันก็จะลาออกไปเอง

โดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือ หรือปกป้องสิทธิของพนักงานเหล่านี้ได้ ในสถานการณ์ที่พนักงานถูกกดดันอย่างหนัก

หลายแห่งผู้นำสหภาพแรงงานก็เป็นฝ่ายนายจ้างไปเสียเอง จึงเป็นปีแห่งความทุกข์ยากลำเค็ญ

ของคนทำงานทั้งที่เป็นไวท์คอลล่า (พนักงานสำนักงาน) และบลูคอลล่า (พนักงานโรงงาน)

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญปัญหาได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทางออกของพนักงานแบงก์มีหลายทางด้วยกัน

1. เก็บเงินไว้มากๆ ไว้ใช้สอยตอนตกงาน

หลายคนเตรียมถูกปลดออก เงินเก็บจึงช่วยให้เราอุ่นใจ นอกจากนี้ควรหาวิธี เพื่อจะไม่เป็นภาระตอนตกงาน

ถ้ามีผัวหลายคนเก็บไว้ก็จะดี จะได้ใช้พึ่งพาตอนตกงาน แต่ถ้าคนไหนเกาะเรากิน ก็ถีบหัวออกไปก่อนค่ะ

2. ใครที่กำลังถูกกดดันกลั่นแกล้ง

อาจจะโดนแกล้ง เพื่อให้เราทนไม่ได้ และลาออกไปเอง เราต้องอดทนเข้าไว้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เพื่อหาทางตอบโต้

3. กดดันให้พนักงานตกงาน

กดดันโดยลดชั่วโมงการทำงาน มีวันหยุดมากขึ้น พักร้อนมากขึ้น เพื่อเฉลี่ยการทำงานไว้ เพราะธนาคารเองก็ยังไม่มีผลกำไร

4. เรียกร้องสิทธิ์

เรียกร้องให้ธนาคารจ่ายเงินค่าชดเชยให้มากกว่าตามกฎหมายแรงงาน

หรือไปเรียกร้องให้กองทุนประกันสังคมเพิ่มเงินประกันการว่างงาน

5. ร่วมไม้ร่วมมือกัน

อย่าเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดคนเดียว หรือตัวใครตัวมัน แบบถีบหัวเพื่อนออกไป ต้องต่อรองบ้าง

ถ้าออกเราก็ควรออกกันหมด ไม่ควรมีคนทำงานเหลือให้ธนาคารได้จิกหัวใช้งาน

6. หาอาชีพเสริมให้ตัวเอง

เลิกเป็นตัวแทนพนักงานธนาคาร ในการทำการที่รุนแรงเกินไป เพราะการตกงานเกิดขึ้นได้เสมอ

หรือเลิกเจรจาต่อรอง เพื่อรักษาการจ้างงานไว้ อย่างเช่น ความรุนแรงในโรงงานบางที่ถึงกับพร้อมใจกัน

นัดหยุดงานเลยทีเดียว ปัญหาของพนักงานธนาคารก็เช่นกัน อย่าทำแบบสาวโรงงาน เพราะเราคือคนทำงานที่เป็นไวท์คอลล่า

แม้จะเกิดจากความล้มเหลว ที่พึงพาใครไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ พนักงานธนาคารจึงควรหาอาชีพเสริมให้ตัวเอง

เพื่อที่จะสามารถมีรายได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และไม่ควรก่อปัญหาให้ใครต้องเดือดร้อนต่อไปค่ะ