เมื่อเจอกับสถานการณ์ทำงานจริงๆ สิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาอาจจะใช้ไม่ได้ทั้งหมด

เมื่อเจอกับสถานการณ์ทำงานจริงๆ สิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาอาจจะใช้ไม่ได้ทั้งหมด

ผมเรียนจบวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา เมื่อจบก็รีบไปสมัครงานตามที่พ่อแม่ใฝ่ฝันไว้

ซึ่งสิ่งที่พ่อแม่ฝันไว้คือ เงินเดือนสูง และที่สำคัญ ไม่ต้องใช้แรงงานเหมือนคนงานทั่วไป เป็นระดับหัวหน้านี่ครับ สั่งเขาทำงานอย่างเดียว เท่สุดๆ

แล้วผมก็ได้ถูกเรียกให้ไปสัมภาษณ์งาน กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นบริษัทที่มีไซต์งานก่อสร้างมากมาย

คนสัมภาษณ์ถามผมว่า : คุณอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่?

ผมตอบว่า : ผมขอเงินเดือนแค่เริ่มต้นตามอัตราวิศวะจบใหม่ก็พอแล้วครับ

คนสัมภาษณ์ : 12,000 บาท น่ะเหรอ

ผม : ไม่ใช่ครับ นั่นค่าแรงของคนงานก่อสร้างเองนะ ระดับผมต้อง 20,000 บาท ขึ้นไป

คนสัมภาษณ์ : ทำไมคุณคิดว่าคุณถึงสมควรได้รับเงินถึงระดับนี้ล่ะ

ผม : แหม่พี่ ก็ผมจบวิศวะมหาลัยชื่อดังเชียวนะครับ มาตรฐานของมหาลัยผมก็รู้ๆ กันอยู่ว่าสูงขนาดไหน

คนสัมภาษณ์ : ได้เลย ถ้าคุณคิดแบบนั้น งั้นผมจะเพิ่มให้คุณเป็น 25,000 บาทเลย แต่มีข้อแม้นิดเดียว

ผม : ข้อแม้อะไรเหรอครับ ผมทำได้หมดแหละ

คนสัมภาษณ์ : วันนี้คุณลองไปก่ออิฐผนังห้อง แข่งกับคนงานให้ผมดูหน่อยสิ ถ้าคุณก่อได้มากเหมือนเค้า ผมถึงจะให้เงินเดือน 25,000 บาท

ผม : โถ่ พี่ครับ เทียบกันได้ยังไง นั่นมันคนงาน ผมวิศวะเลยนะพี่ พี่ให้ผมไปทำงานแบบนั้นได้ยังไง

คนสัมภาษณ์ : แล้วยังไง ยิ่งคุณต้องคอยคุมงานพวกเขา คุณต้องสอนงานเขาได้ ทำงานแบบเขาได้สิ

ผมไม่รู้จะตอบยังไง ได้แต่อึ้งกับคำพูดของคนสัมภาษณ์งาน เขาทำให้ผมเข้าใจว่า บางคน “ทำงานได้ดีกว่า” แต่กลับไม่สามารถ “เรียกร้อง” อะไรได้เลย

บางคนมีทั้ง “ประสบการณ์” และ “ความสามารถ” ที่มากกว่า เพียงแต่เขาไม่มี “ใบปริญญาที่เป็นหลักประกันความรู้” ไปโชว์ให้เจ้านายดูเท่านั้นเอง

บอกแล้วว่าชีวิตมันไม่ได้ง่าย ยิ่งคุณคิดว่าคุณมีค่ามาก มีความสามารถมาก คุณก็ยิ่งต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น

หลายคนคงคิดว่า จบมาแล้วจะมีงานทำ นั่งห้องแอร์เย็นๆ แต่ทว่าในชีวิตจริง กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่เคยคิดไว้

คนที่เรียนจบสูง ตอนจบมาใหม่ๆ จะเจอแบบนี้ประจำ บางทีได้งานไม่ตรงกับที่เรียนมาก็มี นี่แหละนะ ชีวิตการทำงานมันคนละเรื่องกับในห้องเรียน