4 ข้อคิดผู้ลงทุนทำอาชีพเกษตรกร ในยุค โ ค วิ ด เช่าที่ดิน จ้างคนงาน

4 ข้อคิดผู้ลงทุนทำอาชีพเกษตรกร ในยุค โ ค วิ ด เช่าที่ดิน จ้างคนงาน

ในบทความฉบับที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึง แรงงานคืนถิ่น ที่มีคนรุ่นใหม่หลังเจอเหตุการณ์ โ ค วิ ด 1 9 ที่ตกงาน

พวกเขาได้นำเงินก้อนหนึ่ง มาเช่าที่ดิน ลงทุนจ้างคนงาน เพื่อทำเกษตร เขาไม่ต้องลงมือทำเองให้เหนื่อย

เป็นจุดเปลี่ยนที่เขาต้องคว้าโอกาส เนื่องจากบ้านเราส่วนมากเป็นพื้นที่เกษตร

เราอยากให้คนกลุ่มนี้ อยู่เป็นเกษตรกรเต็มตัว เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น

เพื่อพัฒนาภาคเกษตรในระยะข้างหน้า จากการสัมภาษณ์มุมมองเกษตรกรยุคใหม่ของเรา

เพื่อสำรวจแนวทางปรับตัวในยุคโ ค วิ ด 1 9 ต่างเห็นว่า เป็นโอกาสที่ดี หากแรงงานคืนถิ่น

เลือกภาคเกษตรเป็นอาชีพหลัก เป็นทางเลือก และทางรอด ไปสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่

หรือผู้ประกอบการเกษตร เพื่อปรับตัวให้พร้อมรับโอกาส ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์คงกังวลว่า ผลลัพธ์ในการทำเกษตรจะเป็นอย่างไร

เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทั้งความรู้ ความสามารถ และปัจจัยการผลิต

ผู้เขียนขอแบ่งปันเคล็ดลับในการทำเกษตรที่ได้รับโดยตรงจากตัวอย่างเกษตรกร สรุปได้คือ “บันได 4 ขั้น”

เพื่อเสนอเป็นทางออก ปลดล็อกข้อจำกัด แต่อย่างไรก็ดี การเริ่มต้นด้วยทัศนคติ และแรงบันดาลใจที่ดี

ต่อภาคเกษตรจะช่วยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดได้เร็วมากขึ้น เช่น ยินดีที่จะทำงานกลางแจ้ง และลงมือทำด้วยตนเอง

1. บันไดขั้นแรก “เรียนรู้”

เนื่องจากเรายังมีข้อจำกัดอยู่ “ควรคำนึงถึงความอยู่รอดเป็นสำคัญ”

การเริ่มต้นด้วยการศึกษาเคล็ดลับ และบทเรียนจากผู้อื่นมาลงมือทำด้วยตนเอง

“โดยไม่ด่วนตัดสินใจทำอะไรตามกระแส” จะทำให้เกิดประสบการณ์ตรง

หากยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก อาจเริ่มจากพื้นที่ขนาดเล็ก

เงินลงทุนน้อยๆ หรือหากไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง การขอแบ่งเช่าจากญาติพี่น้อง จากเพื่อนบ้าน

หรือขอผู้นำชุมชนใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะถือเป็นทางออกที่น่าสนใจ

2. บันไดขั้นที่ 2 “พัฒนาทักษะ”

เมื่อเรามีความพร้อมในการทำเกษตรแล้ว ควรเลือกตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนเองชำนาญ

เพื่อยกระดับทักษะฝีมือไปสู่อาชีพหลัก สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

เช่น เลือกปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ที่ตนเองถนัด เป็นต้น

3. บันไดขั้นที่ 3 “ขยับขยาย”

ต่อยอดไปสู่การทำเกษตรเชิงพาณิชย์ โดยใช้เทคโนโลยีร่วมกับการปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์

ในขนาดปริมาณที่มากขึ้น หรือเน้นที่คุณภาพ เพื่อพลิกบทบาทก้าวไปสู่ผู้ประกอบการเกษตร

ที่มีทั้งความรู้ด้านเกษตร และสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม

4. บันไดขั้นที่ 4 “ยั่งยืน”

เมื่อเราสามารถสร้างฐานะจากการทำเกษตรได้แล้ว ควรที่จะวางแผนให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และอำนาจต่อรอง เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาดได้ในระยะยาว

เช่น การรวมกลุ่มก่อตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชน” เป็นต้น

ก่อนที่จะตัดสินใจทำเกษตร จะปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงปลา จะดูก่อนว่าเราจะทำอะไรได้มากที่สุด

ก็เลยตกลงใจเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่ที่เหลือบนขอบบ่อ ก็จะปลูกพืชผัก ไม้ผลไว้ ก็จะมีมะขาม มะนาว

ที่สามารถเก็บผลผลิตขายได้ ซึ่งจะมีการไปหาความรู้ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็จะเข้าอบรมกับหน่วยงานที่เขาเปิดสอน

และก็นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่ที่เรามีอยู่ ต้นมะนาวที่ปลูกไว้เก็บผลขาย ปลาที่เลี้ยงภายในบ่อส่วนใหญ่จะเป็นปลานิล

ปลาสลิด และปลาตะเพียน โดยนำปลาเหล่านี้มาปล่อยแบบเลี้ยงเชิงธรรมชาติ

ปลาก็ขยายพันธุ์ออกลูกมากมาย สามารถจับขายทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจ

ต่อมาอยากเลี้ยงแบบจริงจังมากขึ้น จึงได้ไปติดต่อขอซื้อลูกพันธุ์จากแหล่งเพาะ

เพื่อนำมาปล่อยเลี้ยงเป็นเชิงการค้า ก่อนที่จะนำลูกปลาแต่ละชนิดมาลงเลี้ยง

จะทำการเตรียมบ่อ คือวิดน้ำออกจากบ่อให้หมด จากนั้นโรยด้วยปูนขาวให้ทั่ว

ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน แล้วจึงปล่อยน้ำเข้าบ่อ เมื่อน้ำภายในบ่อปรับสภาพดีแล้ว

จึงนำลูกปลามาใส่เลี้ยง ปลาสลิดสำหรับทำปลาแดดเดียว

อาหารช่วงแรกก็ให้เป็นอาหารเม็ดเล็ก ที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์

พอให้กินได้สัก 1 เดือน ก็จะเปลี่ยนอาหารเป็นสูตร เบอร์ 1 ที่มีโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์

ให้กินอย่างนี้ไปอีก 1 เดือน ก็จะเปลี่ยนเป็นอาหารสูตร เบอร์ 2 ที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์

โดยให้กินแบบนี้ไปจนกว่าจะจับขายได้ วิธีการให้อาหาร ระยะเวลาที่เลี้ยงปลานิล

และปลาตะเพียนประมาณ 4-5 เดือน ก็จะได้ปลาขนาดไซซ์ 3 ตัว ต่อกิโลกรัม

ซึ่งในช่วงแรกที่เลี้ยง จะจับแล้วไปขายเองที่ตลาดนัดแถวบ้าน จนมีลูกค้าที่รู้จักมากขึ้น

ก็จะมาติดต่อขอซื้อถึงบ่อ ทำให้เวลานี้ ไม่ต้องออกไปตะเวนขายที่ตลาดนัดเหมือนสมัยก่อน

ซึ่งราคาปลาตะเพียน และปลานิล ขายอยู่ที่หน้าบ่อ ราคากิโลกรัมละ 50 บาท

ส่วนปลาสลิดที่มีเลี้ยงอยู่ในบ่อด้วยนั้น จะจับมาแปรรูปเป็นปลาสลิดแดดเดียวขายเอง

จะทำให้ราคาของปลามีมูลค่าที่เพิ่มสูงมากขึ้น นอกจากที่จะเลี้ยงปลาแล้ว

พื้นที่เหลือก็ปลูกไม้ผลอย่างอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นมะนาว มะขาม ส่วนมะขามที่ปลูกเอง

ก็นำมาแช่อิ่ม เรียกว่าขายดีมาก คนสั่งจองกันผลิตขายแทบไม่ทัน ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

ก็ถือว่าการทำเกษตรทำแล้วจัดการดี ไม่มีจน สามารถเก็บผลผลิตขายได้เรื่อยๆ ขอให้ทำแบบผสมผสาน เราก็จะมีผลผลิตขายทั้งปี