10 ข้อนี้ ทำให้คุณมีเงินเพียงพอต่อการใช้ชีวิต และมีการลงทุนที่มีดอกผล

10 ข้อนี้ ทำให้คุณมีเงินเพียงพอต่อการใช้ชีวิต และมีการลงทุนที่มีดอกผล

คุณจะมีอิสระทางการเงิน ที่ทุกคนใฝ่ฝันหา เมื่อทำตาม 10 ข้อนี้สำเร็จ

เพราะนั่นหมายถึงคุณมีเงินเก็บเพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มีการลงทุนที่ดีมีดอกผล

และมีเงินสดอยู่ในมือ มากพอที่จะตอบสนองการใช้ชีวิตตามที่คุณต้องการได้ เหนือสิ่งอื่นใด

และมีอิสระทางการเงิน ที่เกิดขึ้นนั้น จะส่งผลที่ดีต่อชีวิต ในวัยเกษียณของคุณเองค่ะ

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถสร้างอิสระทางการเงินให้กับตนเองได้นะคะ เพราะหลายคนยังติดอยู่กับหนี้สิน

จากการสร้างเนื้อสร้างตัว ทั้งบ้าน รถ บัตรเครดิต ดังนั้น เรามาฝึกนิสัย 10 ข้อให้ติดตัว

เพื่อทำให้ตัวคุณมีอิสระทางการเงิน และมีชีวิตที่สามารถดำเนินต่อไปได้ อย่างมั่นคงกันค่ะ

1. ตั้งเป้าหมายในชีวิต

แต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน ดังนั้น ต้องตั้งเป้าหมายในชีวิตขึ้นมา เพื่อให้เกิดอิสระทางการเงิน

เพราะเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะทำให้คุณวางแผนได้อย่างชัดเจนว่า ต้องการมีชีวิตแบบไหน

มีเงินออมเท่าไร ถึงจะพอกับการใช้ชีวิตที่เป็นอิสระทางการเงิน เมื่อตั้งเป้าได้แล้ว ให้จดบันทึกลงสมุด

และวางแผนตามขั้นตอน เช่น อายุเท่านี้จะมีบ้านมีรถ อายุเท่านี้มีเงินออมเท่าไร

อายุเท่านี้ปลอดจากภาระหนี้ทั้งหมด เท่านี้คุณก็จะมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

2. ทำงบประมาณค่าใช้จ่าย

ทำบัญชีรายจ่ายในครัวเรือนนั้นสำคัญมาก เพราะจะทำให้เห็นว่าแต่ละเดือน

คุณมีค่าใช้จ่ายคงที่อะไรบ้าง และจะทำให้คุณยับยั้งชั่งใจในการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย

ขณะเดียวกันคุณจะเห็นว่า มีเงินที่เก็บออมเอาไว้อยู่เท่าไร และหากเพิ่มอีกเดือนละเท่าไร จะทำให้คุณสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

3. จ่ายบิลเครดิตการ์ดเต็มจำนวน

ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เครดิตการ์ดนั้นมีดอกเบี้ยสูง เมื่อใช้แล้ว ควรจ่ายยอดเต็ม

อย่าจ่ายบางส่วนจนเป็นนิสัย เพราะยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้น ก็มีดอกเบี้ยวิ่งตามเป็นเงาตามตัว

และเป็นส่วนที่จะทำให้คุณไม่มีอิสระทางการเงิน หากแต่บัตรเครดิตก็มีข้อดีในการที่คุณจะเอาไว้ใช้

เพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ หรือใช้เพื่อการเดินทาง แต่ต้องท่องจำไว้ว่า เมื่อต้องจ่ายคืนให้จ่ายเต็มจำนวน

4. ฝากเงินด้วยการหักจากบัญชีเงินเดือนแบบอัตโนมัติ

การฝากเงินด้วยการหักบัญชีเงินเดือนแบบอัตโนมัติ จะทำให้คุณเก็บเงินได้เร็วกว่า

เพราะบัญชีฝากดังกล่าว คุณจะไม่สามารถถอนได้ ถ้าไม่เกิดเหตุจำเป็นเหนืออื่นใด

เงินออมจำนวนดังกล่าวจะไม่ผ่านมือคุณให้เกิดความลังเล หรือเอาเงินที่คิดจะฝากไปใช้ก่อนเวลาอันควร

5. มองหาการลงทุนที่เหมาะสม

การลงทุนที่เหมาะสมจะนำมาซึ่งรายได้ ที่ได้มาโดยที่เราไม่ต้องทำงาน ได้รับดอกผลในระยะยาวมาให้กับคุณ

ทั้งการลงทุนในกองทุนรวมที่มีการบริหารจัดการที่ดีมีเงินปันผลที่เหมาะสม ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

หรือพันธบัตรรัฐบาล เหล่านี้ล้วนเป็นการลงทุนที่คุณสามารถตั้งต้นได้ด้วยตนเอง

และมีความเสี่ยงต่ำ อันจะทำให้คุณได้เก็บดอกผลกินอย่างสบายในอนาคต

6. รู้จักการต่อรอง

หลายคนเวลาซื้อสินค้า หรือบริการมักจะไม่กล้าต่อรอง ส่วนหนึ่งเพราะกังวลว่าจะเสียหน้า

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ราคาขายจริงกับราคาที่ตั้งไว้มักมีส่วนต่างกันเสมอ

ดังนั้น การต่อรองในการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นจะทำให้คุณประหยัดไปไม่น้อย

และทำให้คุณได้เรียนรู้การใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

7. ลงทุนในการศึกษา

การศึกษาต่อ หรือเรียนเพิ่มเติมในแขนงวิชาที่จะช่วยเพิ่มทักษะในการทำงาน

จะทำให้คุณทำเงินได้มากขึ้น และทำให้คุณได้รับโอกาสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง

การไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ไม่ยาก หากแต่การเลือกเรียนนั้น

ต้องดูตามความต้องการของตลาดด้วยเช่นกัน เพื่อให้สิ่งที่คุณเรียนมานั้นต่อยอดได้อย่างแท้จริง

8. ใช้ชีวิตที่พอเพียง

หลายคนเมื่อมีรายได้มากขึ้นก็เริ่มใช้ชีวิตหรูหรามากขึ้นเรื่อยๆ เอาเข้าจริงแล้ว

ชีวิตที่พอเพียงไม่ได้หมายความว่าคุณต้องประหยัดจนทำให้ตัวเองลำบาก

หรือลดความเป็นอยู่จนกระเบียดกระเสียร แต่ความพอเพียงคือการใช้ชีวิตอย่างพอดี

เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะมีรถหรูเพื่อไปอวดเพื่อน ทั้งที่รถยี่ห้ออื่นก็ไปถึงจุดหมายได้เหมือนกัน

และเงินส่วนที่ต้องส่งรถหรูนั้น หากนำมาเก็บออม จะยิ่งทำให้คุณมีอิสระทางการเงินได้เร็วขึ้น แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ

9. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง

การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และการลงทุนเพื่อดูแลรักษาร่างกายนั้น

เป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพทุกปี ไปหาหมอฟันอย่างน้อย 6 เดือนครั้ง

รวมไปถึงไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเจ็บป่วย ไม่วินิจฉัยโรคเองด้วยการ search google

เหล่านี้จะทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรงอยู่ในระดับหนึ่ง และเมื่อร่างกายดี

จิตใจก็จะดีตามไปด้วย และส่งผลให้คุณมีกำลังใจในการไปได้ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้

10. ไม่ต้องเป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร

ในแง่ของความเป็นจริงคือ คนเราควรหัดใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเอง หรือช่วยเหลือตัวเองให้ได้อย่างเต็มที่เสียก่อน

และเมื่อไม่ไหว หรือคิดว่าทำไม่ได้แล้ว ค่อยหันหน้าไปพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่น

ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกได้ถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเองมากยิ่งขึ้น

เพราะการหลีกเลี่ยงเป็นตัวภาระ หรือการสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างลดน้อยลง