15 วิธีพัฒนาตัวเอง ให้เก่งเร็วขึ้น แบบก้าวกระโดด

15 วิธีพัฒนาตัวเอง ให้เก่งเร็วขึ้น แบบก้าวกระโดด

1. ฟังให้มาก พูดเท่าที่จำเป็น

พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะสมกาลเทศะ เมื่อพูดน้อยลง คมคิดวิเคราะห์

ย่อมเพิ่มพูน ได้ยินอะไร รับรู้อะไร จะแปลความหมายได้กว้างและลึกยิ่งขึ้น

2. การฟังมิใช่สักแต่ได้ยินเสียง ทว่าเป็นการรับรู้ด้วยใจที่เปิดกว้าง

จับประเด็นเป็น จับแก่นเป็น รู้ชัดเจนว่าอะไรคือเนื้อ อะไรคือน้ำ มององค์รวมพร้อมบริบท

มิใช่ยึดติดกับบางวรรคบางตอน แล้วทำลายความหมายทั้งหมด

หากฟังอย่างมีอคติ การแปลความหมายย่อมคับแคบ ตื้นเขิน

3. อยากรู้เรื่องดินฟ้า ไม่ควรไปถามนักดนตรี

แต่ควรแหงนหน้ามองฟ้า แล้วสังเกตอุณหภูมิรอบตัว

ใคร่รู้สิ่งใด รู้จักหาแหล่งข้อมูล ถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา

4. หนังสือหนึ่งเล่ม ถักทอจากประสบการณ์ชีวิตอย่างน้อยห้าพันวัน

ชีวิตแสนสั้นเกินกว่าจะค้นคว้าใหม่ด้วยตนเองทุกเรื่อง

คนฉลาดต้องรู้จักต่อยอด จากภูมิปัญญาโลก

5. อ่านหนังสือน้อย ชีวิตจึงพัฒนาช้า

ในยุคสมัยใหม่ ที่เครื่องบินเร็วกว่าเสียง ยังมีคนจำนวนมากยอมจำนนเพราะความไม่รู้

ความรู้ล้นโลกแล้ว รอเพียงให้เราศึกษา ในเจ็ดวันอย่างน้อยให้อ่านหนังสือหนึ่งเล่ม

ไม่มาก ไม่น้อย เพียงพอให้มีความรู้ประทังชีวิตไปได้

หากต้องการกระโดดสู่ยอดเขาสูงรวดเร็ว ต้องอ่านเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าตัว

6. ความรู้ที่ได้อ่าน ได้ฟัง ยังมิใช่ความรู้ของเรา

หากไม่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ โลกภายนอกคือห้องเรียนใหญ่

โลกภายในคือการทบทวนความรู้ อ่านฟัง แล้วต้องคิดวิเคราะห์

การวิเคราะห์ต้องใช้เวลา ต้องคิดซ้ำ ทบทวนซ้ำๆ ตั้งคำถาม

ค้นคว้าต่อ ทดลอง และพิสูจน์ผล จึงเรียกได้ว่าสังเคราะห์ความรู้เป็น

7. กระบวนการตั้งคำถาม คือกระบวนการที่สอง ยังมิใช่สิ่งแรกที่ต้องทำ

หนึ่งคือ ฟังและอ่าน สองคือการคิด วิเคราะห์ หากตั้งคำถามโดยยังไม่ผ่านกระบวนการทั้งสอง

คำถามนั้นย่อมไร้ประโยชน์ ยังมิใช่หนทางแห่งความรอบรู้ ทว่า เป็นกลลวงของความขี้เกียจ

ไม่พึ่งพาตนเอง อย่าสักแต่สาดเทคำถามตามใจ จงเลือกเฟ้นคำถามที่แหลมคม

บุกบั่น ฝ่าฟันด้วยลำแข้งตนเองก่อน ติดขัดจึงไต่ถามผู้รู้ภายหลัง

8. แก้วบรรจุน้ำเต็มแล้ว ย่อมบรรจุน้ำมิได้อีก

ประสบการณ์เก่าแก่เป็นสัมภาระรกรุงรัง สิ่งที่รู้น้อยนิด สิ่งไม่รู้มากล้น

ความโง่เขลามิควรคิดเอาชนะ ศิโรราบยอมรับความโง่ คือหนทางแห่งปัญญา

9. ดินสอ กระดาษ ปากกา คือสิ่งควรพกพาเสมอ

ความรู้หลั่งไหลมาก็กักเก็บไว้ได้ กล้องวิดีโอ บันทึกไว้ แต่มิเคยเปิดดูช่างไร้ประโยชน์

เทคโนโลยีควรใช้สอยเท่าที่จำเป็น จดบันทึกด้วยมือตนเอง เข้าสู่ความจำได้ง่ายกว่า

10. ความรู้ในความคิด และความคิดในความรู้ คล้ายการเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้

หากจับ โยน ยัด ไร้ระเบียบ มีหรือจะจำได้ว่าผ่อนวางไว้ที่ไหน ค่อยๆ พับ ค่อยๆ ผ่อน ค่อยๆ จัด

ได้ความรู้มาแล้วเป็นข้อมูลดิบ จดจำอย่างเป็นขั้นตอน เป็นกระบวนการ จำโครงสร้างใหญ่

แล้วจึงย่อยสู่ภาพเล็ก ดังจิตรกรวาดรูป วาดจากภาพรวม แล้วจึงใส่รายละเอียด

สู่การลงสีสัน แสงเงา ถอยห่างจากภาพ แล้วจึงตกแต่ง เข้าสู่ความสมบูรณ์ภายหลัง

11. ความรู้แรก กว่าจะเข้าใจเนิ่นนาน

ความรู้สอง ค่อยๆ เร็วขึ้น ความรู้ที่ร้อย รู้ได้ไม่ยาก ความรู้ที่หนึ่งพัน ฟังมาแล้ว

แตกยอดเป็นความรู้อีกล้านประการ โดยมิผ่านผู้ใดบอกกล่าว

อ่านหนังสือเล่มแรก ผู้เขียนให้ร้อย ได้เพียงสิบ อ่านหนังสือเล่มที่หมื่น

ผู้เขียนให้ร้อย แต่ต่อยอดได้แสนล้าน การเพิ่มพูนความรู้ คือผลคูณมิใช่ผลบวก

12. สิบคนมองภูเขา เก้าคนจะเห็นทิวทัศน์

มีเพียงหนึ่ง ที่เห็นภาพกว้าง ภาพขยาย ภาพเฉพาะจุด ความสร้างสรรค์

มิได้เกิดจากภาพภายนอก ทว่า เกิดจากพลิกมุมคิด ย้อนทวนสิ่งที่เห็น

13. ความรู้ในจักรวาลเชื่อมโยงถึงกัน

ยอดยุทธวิทยาศาสตร์ คือคนเดียวกับยอดยุทธศิลปะ ยอดยุทธศิลปะคือคนเดียวกับยอดยุทธเทคโนโลยี

ผู้คิดค้นนวัตกรรม อาจบรรลุธรรมได้ง่ายดาย เพียงใช้เครื่องมือเดียวกันสังเกตความจริง

ส่วนผู้บรรลุถึงความจริงแล้ว อาจสร้างนวัตกรรมใหม่พลิกโลกได้ เมื่อใช้เครื่องมือเดียวกันสังเกตโลกภายนอก

14. สมาธิคือบ่อเกิดแห่งปัญญา

ความเงียบคือพื้นฐานแห่งการเรียนรู้อัศจรรย์ ยิ่งนิ่ง

ยิ่งเก็บเกี่ยววัตถุดิบได้มาก ยิ่งพูดมาก ยิ่งหมดเปลืองเวลา

15. ยิ้ม และจูงมือความไม่รู้

จงใช้ชีวิตอย่างสงบท่ามกลางความปั่นป่วน มิต้องคิดทุกเรื่อง มิต้องถามทุกสิ่ง

มิต้องสงสัยทุกอย่าง ความรอบรู้ค่อยๆ สะสม มิใช่สร้างในวันเดียว

จงมีลมหายใจอยู่เพื่อการเรียนรู้โลกภายใน เพื่อเปิดพื้นที่ไพศาลให้โลกภายนอก

ค่อยๆ นะ อย่าเร่งรีบ ไม่ต้องเพียรเกินไป แต่จงอย่าหยุดพัก ทำให้จริง แต่ทำแบบเล่นๆ

เร็วดังสายฟ้า สงบนิ่งดังโพธิ์ใหญ่ มิต้องลุ่มลึกเช่นมหาสมุทร ทว่า เป็นดั่งอากาศที่อยู่ทุกแห่งหน