7 ข้อคิด ประสบการณ์เตือนใจเด็กจบใหม่ อย่าเริ่มใช้ชีวิตด้วยหนี้สิน

7 ข้อคิด ประสบการณ์เตือนใจเด็กจบใหม่ อย่าเริ่มใช้ชีวิตด้วยหนี้สิน

เด็กจบใหม่ในวัยประมาณ ยี่สิบต้นๆ การที่เริ่มหาเงินได้ด้วยตัวเอง และสามารถมีบัตรเครดิตใช้เป็นใบแรก

ในวงเงิน 60,000 บาท ก็เริ่มอยากซื้อ อยากกินอะไรที่เราอยากกิน โดยไม่มีการวางแผน

เริ่มผ่อนมือถือ มีชีวิตดีมากแบบหรูหรา ตามที่คนภายนอกเห็น จากเริ่ม ผ่อน 0% 10 เดือน

จนกลายเป็นแค่เริ่มชำระขั้นต่ำ จนสุดท้ายเริ่มเต็มวงเงินบัตรเครดิตใบแรก แล้วปัญหาต่างๆ ก็ตามมาจนได้ขึ้นศาล

อยากฝากถึงวัยทำงาน หรือน้องๆ ที่ เพิ่งเริ่มทำงานหาเงินได้เอง อย่าเริ่มชีวิตด้วยการเป็นหนี้จะดีที่สุด

อย่าใช้เงินอนาคตเพื่อให้ตัวเองดูหรูหรา ถ้าเราวางแผนการใช้เงินไม่เป็น ไม่เริ่มเก็บออม จะทำให้ชีวิตเราลำบาก

ถ้าเราออมเงิน แล้วใช้เงินที่เราออมได้ ไปซื้อของกิน ไปเที่ยว ดีกว่าการโดนทวงหนี้ ขึ้นศาล แล้วแม่มาเจอหมายศาล

มันเครียดมากจริงๆ นะ เด็กจบใหม่ อาจไม่มีการวางแผนการเงิน ควรมาวางแผนการเงิน 7 ข้อนี้

อ่านจบอาจทำให้เรา ไม่อยากใช้ชีวิตแบบหรูหราสุดๆ แบบคนภายนอกทั่วๆ ไป เขาทำกัน

1. เรามีหนี้การศึกษาที่สูงขึ้นมาก

แม้เด็กจบใหม่ในยุคนี้จะเริ่มทำงานด้วยฐานเงินเดือนที่สูง แต่สิ่งที่สูงตามก็คือ ค่าเล่าเรียน

โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ที่แม้แต่มหาวิทยาลัยรัฐก็ไม่ได้มีค่าหน่วยกิตน่ารักๆ เหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่

เด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานจึงมีภาระหนี้การศึกษาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเก็บเงินซื้อบ้านด้วยซ้ำ

2. ต้องเก็บเงินนานกว่าแต่ก่อนเพื่อซื้อบ้าน

ราคาบ้านในสมัยนี้ ต้องบอกว่าแพงขึ้นกว่าแต่ก่อนจนน่าตกใจ

และมีแนวโน้มที่จะแพงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กจบใหม่

ต้องเผชิญหน้ากับการเก็บเงินที่หนักหนาสาหัสกว่าแต่ก่อนเพื่อซื้อบ้าน

3. ต้องกันเงินไว้ไม่น้อยเพื่อเป็นค่าเช่าบ้าน

ในอดีตรุ่นพ่อรุ่นแม่นั้น การเช่าบ้านอยู่ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของการใช้ชีวิต

แบบที่ไม่ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ซื้อบ้าน แต่สำหรับเด็กจบใหม่นั้น

แม้แต่ค่าเช่าบ้านก็แพงขึ้น จนแทบอยากจะตัดใจซื้อบ้านแทน

4. หนทางสู่ความร่ำรวยไม่ใช่เรื่องง่าย

แม้จะเป็นกลุ่มจบใหม่ที่เป็นช่วงเปลี่ยน ผ่านจากยุคอะนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล

แต่กลุ่มมิลเลนเนียล ก็ต้องเผชิญหน้ากับยุควิกฤตการณ์ทางการเงินอยู่บ่อยครั้ง

หนทางสู่ความร่ำรวย โดยปราศจากมรดกจากรุ่นพ่อรุ่นแม่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

5. ค่าใช้จ่ายในการดูแลพ่อแม่

ค่ารักษาพยาบาล ค่าครองชีพ ค่าอุปโภค บริโภค มีแต่แนวโน้มที่จะสูงขึ้น

การดูแลพ่อแม่ในยุคนี้ จึงต้องใช้เงินไม่น้อย ยิ่งจำนวนการมีลูกที่ลดลง

จึงมีครอบครัวจำนวนไม่น้อย ที่มิลเลนเนียลหนึ่ง

คนต้องดูแลทั้งพ่อและแม่ หรืออาจพ่วงปู่ ย่า ตา ยาย เข้ามาด้วย

6. พึ่งพ่อแม่ทางด้านการเงินมากเกินไป

ด้วยสภาวะการแข่งขันที่สูง และงานที่หายากมากขึ้น ทำให้มีเด็กจบใหม่ไม่น้อย

ที่กลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต ได้แต่แบมือขอเงินพ่อแม่ และมักจะจัดการปัญหาการเงินของตัวเองไม่ได้

7. ต้องเก็บเงินมากขึ้นเพื่อรอเกษียณ

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีเงิน 5 ล้าน ก็ถือว่ามากจนอาจจะเพียงพอ

ที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีกสัก 10 หรือ 20 ปี แต่ในปัจจุบัน

เงินล้านนั้นต้องมีเป็น 10 ล้าน เป็นอย่างต่ำ หากคิดจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสุขสบาย