7 เหตุผล ทำไมคนจนส่วนใหญ่ยังไม่รวยสักที บางคนจนตั้งแต่บรรพบุรุษ

7 เหตุผล ทำไมคนจนส่วนใหญ่ยังไม่รวยสักที บางคนจนตั้งแต่บรรพบุรุษ

เราเชื่อว่าไม่มีใครอยากจน ทุกคนก็อยากเกิดมาเป็นคนรวย หรือหากแม้ไม่ถึงกับรวย ก็ขอให้มีกินมีใช้ไม่ขัดสน

แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ความจริงกับความฝันบางทีมันก็สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง และหากมาลองวิเคราะห์สาเหตุว่า

มีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัย ทำให้เกิดความยากจน พบว่ามีปัจจัย 7 ประการได้แก่

1. โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ

คำว่า “จน” เพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ ต่อให้ภาค รั ฐ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเมื่อประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าก็ดันขยับตามขึ้นไปด้วย

แทนที่รายได้เราจะเพิ่มขึ้นสุดท้ายก็เท่าเดิม ยกตัวอย่างค่าแรงขั้นต่ำวันละ 350 บาท

ทำงาน 30 วันไม่หยุดรายได้ 10,500 บาท ต้องจ่ายอะไรบ้าง

ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร จิปาถะต่างๆ มากมาย

เฉลี่ยรายจ่ายต่อเดือนบางทีเกือบ 10,000 บาท ยังไม่รวมคนที่มีครอบครัว

มีลูกต้องดูแล ไม่รวมค่าป่วย ค่ารักษาพยาบาลแบบฉุกเฉิน

ดังนั้น โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ (ปิรามิดยอดแคบ ฐานกว้าง) นี่แหละคือปัญหาอย่างหนึ่ง

ที่อาจไม่ใช่แค่ปัญหาในเมืองไทย แต่เป็นปัญหาของความยากจน ของคนในอีกหลายประเทศทั่วโลก

2. การศึกษา

คุณภาพของการศึกษายังมีส่วนกำหนดระดับของปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้

โดยศูนย์วิจัยพบว่า ประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูง มักจะมีความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้น้อย

เช่น ประเทศฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสวีเดน และที่สำคัญหลักสูตรการศึกษาของเมืองไทย ไม่เอื้อให้เราคิดเป็นทำเป็น

แต่ส่วนใหญ่ออกแนวนกแก้วนกขุนทอง สอนให้ท่องจำ จนกลายเป็นสิ่งที่ปลูกฝังให้คนไทยส่วนใหญ่

คิดอะไรนอกกรอบไม่เป็น การอยู่แต่ในกรอบแคบๆ เดิมๆ ก็ทำให้มีโอกาสในการพัฒนาได้น้อย

หากมีการพัฒนาด้านการศึกษา ให้คนไทยมากขึ้น ปัญหาความยากจนก็อาจลดลงได้มากขึ้น

3. ติดเหล้า ติดหวย ติดพนัน

ปัญหาความยากจนส่วนหนึ่งมาจาก “ตัวเราเอง” บางคนรายได้น้อยทำงานได้วันละ 350

แต่ตกเย็นกินเหล้า กินเบียร์ เดี๋ยวนี้ราคาเหล้าเบียร์ก็ไม่ธรรมดา เบียร์ 1 ขวดราคากว่า 60 บาท

ส่วนเหล้าไม่ต้องพูดถึง แพงถึงหลักร้อย แล้วแต่ยี่ห้อ คนที่ต้องกินเหล้าก็มีเหตุผลว่า “จน” “เครียด”

ไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี หรือแม้แต่คนที่เล่นหวย ทั้งใต้ดินบนดิน แต่ละเดือน

เสียค่าหวยเดือนละ 500 – 1,000 หรือบางทีก็มากกว่านั้น ไม่นับรวมคนที่ติดการพนัน

ไม่ว่าจะบอล ไพ่ หรืออะไรก็ตามแต่ ความหวังของคนที่เล่นหวย เล่นพนัน ก็เผื่อฟลุ๊ค

จะได้มีเงินก้อนใหญ่เอาไว้ใช้ แต่การเล่นพนันมีโอกาสที่จะ “จน” มากกว่า “รวย” หลายคนก็รู้ดี

4. ความคิดที่ยึดติดกับ “ความเชื่อ”

คนไทยมี “ความเชื่อ” ในสิ่งลี้ลับ อำนาจที่มองไม่เห็น จนบางทีเข้าขั้น “งมงาย”

การที่คนไทยบางส่วนมีรายได้น้อย ไม่มีเงินเก็บ ก็เพราะ “ความเชื่อ”

เช่น การขูดเลขขอหวยกับต้นไม้ การกราบไหว้สัตว์ที่มีผิดปกติ

การบูชาบวงสรวงร่างทรงต่างๆ แม้สิ่งเหล่านี้วิทยาศาสตร์จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด

แต่ “ความเชื่อ” ที่งมงายมากเกินไปก็ทำให้ “ความคิด” เราหยุดชะงัก หลายคนแทนที่จะคิดทำธุรกิจ

หาไอเดียลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่ม กลับงมงายกับการหาเลขเด็ด ทรงเจ้าต่างๆ กระบวนที่ก่อให้เกิดรายได้

ในระหว่างนี้จึงลดลง เป็นเหตุผลที่ แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่ก็เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้คนไทยมีรายได้น้อยลง

5. การผูกขาดของระบบนายทุน

เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ

กับการผูกขาดทางธุรกิจ ที่บางทีไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้ลืมตาอ้าปาก

คนเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ เงินน้อย ทุนน้อย สายป่านไม่ยาว ไม่อาจสู้กับพวกนายทุนเงินหนา

ที่ประสบการณ์เยอะ หนทางรอดของคนตัวเล็ก คือต้องพยายามแตกไอเดียที่แตกต่าง

เพื่อให้ไม่เหมือนใคร และเป็นจุดขายให้กับตัวเอง หลายคนที่ลงทุนแบบตรงๆ ทื่อๆ ไม่มีพลิกแพลง

เล่นไปตามเกมส์ธุรกิจส่วนใหญ่ มักไปไม่รอด เพราะอำนาจในการซื้อจะไหลไปอยู่ที่กลุ่มนายทุนมากกว่า

ปัญหาเรื่องนี้ก็ทำให้โอกาสเกิดใหม่ของคนธรรมดา ที่จะแจ้งเกิดในเวทีธุรกิจมีน้อย

แถมบางคนลงทุนผิดพลาด จากคนธรรมดากลายเป็นคนจน หมดเนื้อหมดตัวเลยก็มี

6. ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

คนส่วนใหญ่ อยากลงทุนแต่ก็ “ไม่มีเงินทุน” แม้หลายธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้เรากู้ได้

แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องมีหลักประกัน บางครั้งต่อให้เรามีโปรเจคดีแค่ไหน แต่หากไม่มีเงินทุน ก็ยากที่จะสานต่อ

แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่เราจะได้ทุนจากบริษัทที่มั่นคง เพราะกลุ่มเงินทุนเหล่านี้ ก็เป็นธุรกิจหนึ่งเช่นกัน

หากไอเดียที่เรานำเสนอดูไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้

ก็กลายเป็นแค่โปรเจคในกระดาษธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครกล้าลงทุนให้ อย่างเด็ดขาด

7. โครงสร้างด้านสวัสดิการทางสังคม

หลายประเทศที่เรามองว่าอยู่ในกลุ่มพัฒนา เขามีสวัสดิการทางสังคมที่ชัดเจน

เช่น บางประเทศมีการศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี มีเงินเลี้ยงดูยามแก่ชรา เป็นต้น

แต่สำหรับประเทศไทย สวัสดิการที่เห็นหากไม่ใช่ข้าราชการก็เห็นจะมีแต่ 30 บาท รักษาทุกโรค

ที่ต้องไปใช้สิทธิในโรงพยาบาลของ รั ฐ การรักษาส่วนใหญ่ก็บอกว่าไม่มีคุณภาพมากนัก

แต่จะให้ไปเสียเงินรักษาแพงๆ คนรายได้น้อย ก็ไม่มีทางทำได้ ก็ต้องทนใช้สิทธิที่ว่านี้กันไป

หรือแม้แต่คนทำงาน ที่บอกว่ามีประกันสังคมดูแล มีเงินเก็บสะสมยามแก่ชรา

ก็ยังไม่ชัดเจนว่า เมื่อถึงเวลาจะสามารถเบิกจ่ายได้จริงหรือเปล่า คำว่าสวัสดิการทางสังคม

จึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยมีน้อยมาก การดูแลจากภ า ค รั ฐไปยังประชาชน “ทุกคน” ไม่ทั่วถึง

คนส่วนใหญ่จึงต้องปากกัดตีนถีบ หาเงินเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว

แบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งไว้ดูแลตัวเอง ในยามฉุกเฉิน ซึ่งหากสวัสดิการทางสังคมมีความชัดเจน

เราก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างสบายใจ รายได้ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นเงินเก็บได้มากขึ้น

แต่เราก็เข้าใจดีว่า หากต้องการสวัสดิการที่ดีก็อาจต้องมีการจ่ายภาษีที่มากขึ้น

ในประเทศพัฒนาแล้ว เขามีการจ่าย ภ า ษี ในอัตราที่สูง แต่ผลตอบแทนที่ประชาชนในประเทศนั้นได้รับก็ถือว่าคุ้มค่ามากเช่นกัน

จํานวนคนที่ตอบว่า ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลงมีมากขึ้น เกือบ 40% ตอบว่าไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัย

และกว่า 40% ตอบว่ามีเงินไม่พอซื้ออาหาร เทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน

คนไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียน ที่รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนลดลง และเป็นประเทศเดียวที่อัตราความยากจนเพิ่มสูงขึ้น

แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่ง ช า ติ ฉบับปัจจุบันจะมีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน แต่จนแล้วจนรอด

คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีรายได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลัง คนจนก็ยังมีอยู่ และดูเหมือนจะมีเพิ่มมากขึ้นในระยะหลังด้วย