ปีใหม่ เริ่มต้นใหม่ เปลี่ยนนิสัยใช้เงินเก่ง ให้เป็นคนมีเงินเก็บ

ปีใหม่ เริ่มต้นใหม่ เปลี่ยนนิสัยใช้เงินเก่ง ให้เป็นคนมีเงินเก็บ

1. ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง

วิธีนี้แม้จะไม่ใช่วิธีหลักที่ทำให้เรารวย แต่มันช่วยให้เรามีเงินเหลือเก็บมากขึ้นแน่นอน

ธรรมชาติของคนเรา มักจะไม่ค่อยมานั่งคิดอะไรมากมายนัก เคยทำยังไงก็ทำไปเรื่อยๆ

เช่น โปรโมชั่นมือถือที่ใช้ บริการอินเตอร์เน็ตต่างๆ เมื่อใช้แล้วเรามักจะไม่ค่อยสนใจ

ว่ามีโปรใหม่ที่ถูกลงไหม หรือสามารถอัพเกรดความเร็วภายหลังได้หรือเปล่า

เราเพียงแค่หาเงินมาจ่ายค่าบริการให้หมดเป็นเดือนๆ ไป หรือกาแฟเมนูโปรด

เราก็กินจนรู้สึกว่าราคานี้ก็ปกติหนิ (ทั้งที่คนอื่นอาจมองว่าแพง)

แต่เราไม่ค่อยนำมาเทียบกับรายได้ หรือค่าใช้จ่ายส่วนอื่นเลย และยังมีสิ่งอื่นอีกมากมาย

ที่เราไม่ค่อยคำนึงถึงมันเท่าไร ดังนั้น เมื่อเราตั้งใจที่จะเก็บออมอย่างจริงจังแล้ว

ก็ต้องมาตรวจสอบกันว่า อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น อะไรลดได้ก็ควรจะลด

อะไรลดไม่ได้ก็ควรใช้ให้คุ้มค่า เชื่อว่าทุกคนจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

2. หยอดกระปุกให้เป็นนิสัย

การเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด คือการเริ่มเก็บเศษเหรียญมาหยอดกระปุก

ไม่ต้องไปหาซื้อกระปุกสวยๆ ก็ได้ แค่นำขวดน้ำมาตั้งไว้

แล้วหยอดเหรียญใส่ทุกวันๆ พอเต็มก็เอาไปฝากธนาคาร

สิ่งสำคัญไม่ใช่จำนวนเงิน แต่เป็นการเสริมสร้างนิสัยรักการออมต่างหาก

3. จัดการเงินออมให้เป็นระบบ

ลองตั้งเป้าสำหรับการออมดูว่า ถ้าออมเท่านี้ เราจะมีเงินเหลือใช้เท่าไหร่

จากนั้นก็ปรับไลฟ์สไตล์ให้เข้ากับเงินที่เหลือ แล้วคอยดูว่าเราจะอยู่ได้ไหม

ถือว่าเป็นการท้าทายตัวเอง หากเราหักเงินออมก่อน จะทำให้เราเก็บเงินได้ไม่ยาก

แต่คนส่วนใหญ่ มักจะหักรายจ่ายทุกอย่างก่อน จึงค่อยออม

คิดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่หลายคนมักจะใช้จ่าย จนเงินเก็บเหลือไม่ถึงตามเป้าน่ะสิ

วิธีนี้จะช่วยให้เราเป็นคนประหยัด และรู้ว่าในแต่ละเดือนเราใช้เงินไปกับอะไรบ้าง

4. แบ่งเงินใช้รายวัน

การแบ่งเงินใช้รายวัน เท่าที่จำเป็น สามารถปลูกฝังนิสัยประหยัดอดออมได้ดีที่สุด

และส่งผลให้มีเงินเหลือเก็บแบบชัดเจนที่สุด รวมทั้งทำให้เรารู้ล่วงหน้าก่อนจะซื้ออะไร

ว่าเกินตัวไปหรือเปล่าอีกด้วย เรื่องน่าแปลกของเงินคือ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

เมื่อรายได้เพิ่ม รายจ่ายก็มักจะเพิ่มขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว เพราะฉะนั้น

ถ้าเราไม่ลิมิตจำนวนเงินที่ใช้ได้ ก็เป็นไปได้ยากที่จะมีเงินเก็บนั่นเอง

5. เก็บเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้

อย่างตัวผมเอง จะเก็บเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้เสมอ เป็นบัญชีเพื่อการออมโดยเฉพาะ

และจะไม่นำออกมาใช้เลย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ หากต้องนำออกมาใช้ เมื่อพ้นวิกฤติไปแล้ว

ก็ต้องส่งคืนให้ครบด้วย (เหมือนยืมเงินตัวเอง) ฉะนั้น บัญชีเงินออมของผมจะมีแต่เพิ่มขึ้นๆ นั่นเองครับ

เรียบเรียงโดย – อ่านสนุก