ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงิน มันอยู่ที่ใจ ถ้าพอใจอยู่ตรงไหนก็มีความสุข

ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงิน มันอยู่ที่ใจ ถ้าพอใจอยู่ตรงไหนก็มีความสุข

ผมบังเอิญได้มาพูดคุยกับคุณตาตัวเล็กๆ ท่านนึง ที่ยืนขายข้าวเหนียวหมูทอดอยู่หน้าสะพานรถไฟฟ้า BTS

เราคุยกันประมาณ 15 นาที และเป็น 15 นาทีที่เปลี่ยนความคิดเชิงลบของผมไปเลย

จริงๆ ผมเคยเห็นแกขายข้าวเหนียวหมูทอดอยู่ตรงนี้มาเดือนกว่าๆ แล้ว แต่ผมไม่เคยซื้อของแกกินเลย

เรียกว่าไม่เคยนึกสนใจแกมาก่อนด้วยซ้ำ จนกระทั่งช่วงที่ผมเริ่มเครียดหนักเข้ามากๆ

ตอนนั้นมันเหมือนกับว่า ผมพยายามมองหาคนประเภทเดียวกับผม คือดูแล้วน่าจะมีปัญหาชีวิตคล้ายๆ กัน

เพื่อมาทดแทนความรู้สึกที่ว่า เราไม่ได้เครียดอยู่คนเดียว ตอนนั้นผมคิดว่าคุณตาแก่ๆ แบบนี้

ทำไมยังมายืนทำงานขายของตากแดด เขาอาจจะมีชีวิตที่แย่เหมือนกับเราก็ได้

แต่อีกความรู้สึกหนึ่งมันก็ขัดๆ กันนิดหน่อยตรงที่ แกจะยิ้มแย้มให้ผู้คนที่เดินไปมาตลอด

ก็อดคิดไม่ได้ว่าแกอาจจะเป็นคนมีตังค์แต่เบื่ออยู่บ้าน เลยออกมาขายของพูดคุยกับคนอื่นเล่นๆ ตามประสาคนแก่รึเปล่า

และด้วยความอยากรู้นี้ ผมจึงเดินเข้าไปหาแก แกจะยิ้มของแกแบบนี้ตลอดเวลามีใครเข้าไปพูดคุย

ผมเดินทำทีไปซื้อข้าวเหนียวหมูร้านแก ก็เห็นว่าแกทำมาเป็นชุดๆ วางใส่กล่องไม้ใบเล็กๆ มาขาย

หน้ากล่องไม้จะแปะกระดาษ A4 มีข้อความว่าหมูทอดชุดละ 30 บาท ก็ลองถามแกเล่นๆ ว่าวันนึงคุณตาทำมาขายเยอะมั๊ยครับ?

แกยิ้มให้และตอบว่า “วันละ 25 ชุด ขายหมดบ้างไม่หมดบ้างแล้วแต่วัน”

ผมคำนวณตัวเลขในใจ 30 บาท ขาย 25 ชุด ได้ 750 บาทต่อวัน ก็ถามแกว่ากำไรดีมั๊ยครับ

แกก็บอกว่าถ้าขายหมดก็ได้กำไรประมาณ 300 บาท แต่ขายไม่ได้หมดทุกวัน เหลือนิดๆ หน่อยๆ

และขายเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ต้องพัก

ผมสอบถามดูก็รู้ว่าแกอายุ 81 ปีแล้ว ตอนนั้นผมรู้สึกว่าแกยังดูไม่แก่ขนาดนั้น ดูเหมือนแกสุขภาพดี ใบหน้ายิ้มแย้มตลอด

ผมบอกว่าคุณตา ยังดูไม่แก่ขนาด 80 กว่าปีเลยนะ เลยถามแกว่าดูแลตัวเองยังไงครับ

คุณตาก็บอกว่า ไม่ได้ทำอะไรหรอก คือถ้าเรามีความสุข เราก็จะสุขภาพดี มันเลยดูไม่ค่อยแก่

เรื่องปวดเมื่อยตามร่างกายมันก็มีเป็นธรรมดา แต่ถ้าใจเราไม่ไปนึกถึงมัน มันก็จะไม่รู้สึกปวด

คำพูดของแกตอนนั้นดังชัดในใจผมมากๆ เพราะตรงกับสิ่งที่ผมกำลังต้องการเลย

ผมต้องการกำลังใจ ต้องการแนวคิดที่จะช่วยสร้างแรงกายแรงใจให้ตัวเอง ผมเลยหาเรื่องคุยกับแกไปเรื่อยๆ

แกก็เล่าประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ให้ฟัง สรุปความได้ว่า ทุกวันนี้แกเช่าบ้านคนแถวนี้อยู่ เดือนละ 3,000 บาท

ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น คือมียังไงก็อยู่อย่างงั้น ทั้งที่เมื่อก่อนแกเคยมีครอบครัว มีรถมีบ้าน มีหน้าที่การงานมั่นคง

แต่ด้วยความที่ภรรยาติดการพนัน และถูกเจ้าหนี้ยึดทรัพย์สินต่างๆ ไปจนหมด

หลังจากนั้นก็ทะเลาะ และเลิกรากันไปนานแล้ว แกรู้สึกเข็ดกับการมีชีวิตคู่ ก็เลยตัดสินใจใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาตลอด

แกบอกว่าทุกวันนี้แกทำงานด้านการกุศล เป็นผู้ตรวจการลูกเสือชาวบ้าน และมีรายได้หลักจากการขายข้าวเหนียวหมู

มีคนใจดีให้ทุนแกเริ่มต้นทำ แต่กำไรก็ไม่เยอะ แกทำเท่าที่พอทำไหว เพราะด้วยอายุอานามขนาดนี้

แกขอพอมีพอกินอยู่รอดก็พอใจแล้ว แกบอกว่าเดือนนึงก็ขายได้กำไรประมาณ 5,000 บาท

ผมถามว่าค่าเช่าบ้านก็ 3,000 แล้ว ตาจะกินพอได้ยังไง แกก็บอกว่าแกกินวันละมื้อเดียว และกินน้ำแทน

คุณตาบอกว่า “ผมทำแบบนี้เป็นปกติ เพราะผมเคยบวชพระมาหลายพรรษา ผมกินอยู่แบบพระ กินวันละมื้อก็อยู่ได้แล้ว

คนเราถ้ามีความสุขความพอใจในสิ่งที่มีมันก็อยู่ได้ ไม่เครียด สุขภาพก็ไม่ได้แย่ เพราะใจมันไม่ทุกข์ ถามว่ามีเท่านี้แล้วใช้พอไหม

ตรงนี้มันไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่มันอยู่ที่ใจ ถ้าเราพอใจ อยู่ตรงไหนเราก็มีความสุขได้เหมือนกัน สำหรับผม ผมพอแล้ว”

วันนั้นผมอิ่มมากๆ ครับ ข้าวเหนียวหมูนั้นอีกเรื่อง แต่ที่อิ่มมากๆ คืออิ่มสุข อิ่มกำลังใจมากๆ

จากที่ผมต้องการหาแนวร่วมของคนมีทุกข์ แต่ผมกลับได้แนวทางจากคุณตาแก่ๆ ที่ผ่านความลำบากมามากกว่าผม

ถ้าพูดกันตามตรงชีวิตแกแย่กว่าผมอีก แกล้มเหลวกับชีวิตครอบครัว และทุกวันนี้ก็มีรายได้น้อยมาก

มันแย่ตรงที่รายได้น้อยแถมยังต้องตื่นตี 4 มาทำของขายตอน 7 โมงเช้า ทั้งๆ ที่วัยอย่างคุณตาควรจะอยู่บ้านพักผ่อนสบายๆ ได้แล้ว

แต่กลับกัน แกดูมีความสุขกว่าผมตั้งเยอะ จากที่ถามตัวเองมาตลอดว่าทำยังไงถึงจะหารายได้มากๆ

ให้พอกับความต้องการของตัวเองและครอบครัว ตอนนี้ผมถามตัวเองใหม่แล้ว ว่าทำยังไงถึงจะมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่

ผมคำนวณดูแล้วว่าถ้าผมกินอยู่ง่ายๆ รายได้ตอนนี้มันก็พอกับรายจ่าย แต่เพราะที่ผ่านมาผมคิดแต่ว่า

อยากใช้ชีวิตแบบที่เคยใช้ กินอะไรก็กิน ซื้ออะไรก็ซื้อ และผมโชคดีที่มีคนรักอยู่เคียงข้าง ไม่ทิ้งกันไปไหน

วันนั้นผมไม่รู้จะขอบคุณคุณตา ยังไง ทำได้คือซื้อข้าวเหนียวหมูคุณตามา 10 กว่าถุง

วันนั้นผมจำได้ว่ายกมือไหว้ขอบคุณแกหลายครั้งมาก และมากจนจำไม่ได้เหมือนกันว่าขอบคุณไปกี่ครั้ง

เพราะผมคิดว่าขอบคุณเท่าไหร่ก็ไม่มากพอ กับคำสอนของแกที่ล้างความคิดเชิงลบของผมไปจนหมด

หลังจากวันนั้นผมก็มักแวะเวียนไปซื้อของและทักทายแกอยู่เสมอ ผมอยากเล่าเรื่องที่ผมไปเจอมา

เผื่อเพื่อนคนไหนกำลังท้อแท้ จะได้มีกำลังใจและคิดบวกขึ้นมาบ้าง สุดท้ายผมอยากให้เรื่องราวของคุณตา ถูกส่งต่อเป็นกำลังใจ

ให้คนที่กำลังมีความรู้สึกท้อแท้ในชีวิต ได้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และมีแรงพลังในการดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนกับคุณตาคนนี้ครับ

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ถ้าผมพอ ผมก็มีความสุขได้ ณ วันนี้เลย พอเห็นรอยยิ้มอิ่มสุขจากคุณตา ผมเองก็จะต้องยิ้มให้ได้แบบนี้เหมือนกัน

ขอบคุณเรื่องสร้างแรงบันดาลใจดีๆ จากเว็บไซต์พันทิพย์ดอทคอม โดยคุณ น้าเดชนะจ๊ะ