7 เหตุผล ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ ถึงได้มีฐานะยากจน

7 เหตุผล ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ ถึงได้มีฐานะยากจน

คนไทย มีประมาณ 67 ล้านคน และปัญหาใหญ่คือ “ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้” ข้อมูลระบุว่า สังคมไทยผู้ที่มีรายได้มากที่สุด แตกต่างจากผู้ที่มีรายได้น้อยสุดกว่า 20 เท่า

ปัญหาความยากจน คือปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยยังแก้ไขไม่ได้ คำว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” ยังคงเป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ

หากมาลองวิเคราะห์สาเหตุว่ามีอะไรบ้าง ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดความยากจน พบว่ามีปัจจัย 7 ประการ ได้แก่

1. โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ

คำว่า “จน” เพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ ต่อให้ภาครัฐขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเมื่อประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าก็จะขยับตามขึ้นไปด้วย

แม้รายได้เราจะเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายก็มีค่าเท่าเดิม ยกตัวอย่าง ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 350 บาท ทำงาน 30 วันไม่หยุด รายได้ 10,500 บาท ต้องจ่ายอะไรบ้าง

ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร จิปาถะต่างๆ เฉลี่ยรายจ่ายต่อเดือน บางทีเกือบ 10,000 บาท ยังไม่รวมคนที่มีครอบครัว มีลูกต้องดูแล ไม่รวมค่าป่วย ค่ารักษาพยาบาล

ดังนั้น โครงสร้างระบบเศรษฐกิจนี่แหละคือปัญหาอย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ปัญหาในเมืองไทย แต่เป็นปัญหาความยากจนของคนอีกหลายประเทศทั่วโลก

2. การศึกษา

คุณภาพของการศึกษา ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูง มักจะมีความเหลื่อมล้ำของรายได้น้อย

เช่น ประเทศฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสวีเดน ที่สำคัญหลักสูตรการศึกษาของเมืองไทย ไม่เอื้อให้เราคิดเป็นทำเป็น แต่ส่วนใหญ่ออกแนวนกแก้วนกขุนทอง สอนให้ท่องจำ

จนกลายเป็นสิ่งที่ปลูกฝังให้คนไทยส่วนใหญ่ คิดอะไรนอกกรอบไม่เป็น การอยู่แต่ในกรอบแคบๆ เดิมๆ ก็ทำให้มีโอกาสพัฒนาได้น้อย

หากมีการพัฒนาด้านการศึกษาให้คนไทยมากขึ้น ปัญหาความยากจนก็อาจลดลงได้นั่นเอง

3. ติดเหล้า ติดหวย ติดการพนัน

ปัญหาความยากจนส่วนหนึ่งมาจาก “ตัวเราเอง” บางคนรายได้น้อย ทำงานได้วันละ 350 แต่ตกเย็นกินเหล้า กินเบียร์ เดี๋ยวนี้ราคาเหล้าเบียร์ก็ไม่ธรรมดา

เบียร์ 1 ขวด ราคากว่า 60 บาท ส่วนเหล้าไม่ต้องพูดถึง แพงถึงหลักร้อยแล้วแต่ยี่ห้อ คนที่ต้องกินเหล้า ก็มีเหตุผลว่า “จน..เครียด” ไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี

หรือแม้แต่คนที่เล่นหวย ทั้งใต้ดินบนดิน แต่ละเดือนเสียค่าหวยเดือนละ 500 – 1,000 หรือบางทีก็มากกว่านั้น ไม่นับรวมคนที่ติดการพนัน ไม่ว่าจะบอล ไพ่ หรืออะไรก็ตามแต่

ความหวังของคนที่เล่นหวย เล่นพนัน ก็เผื่อฟลุ๊คจะได้มีเงินก้อนใหญ่เอาไว้ใช้ แต่การเล่นพนันมีโอกาสที่จะ “จน” มากกว่า “รวย” หลายคนก็รู้ดีแต่ยังเลิกไม่ได้

4. ความคิดที่ยึดติดกับ “ความเชื่อ”

คนไทยมี “ความเชื่อ” ในสิ่งลี้ลับ อำนาจที่มองไม่เห็น จนบางทีเข้าขั้น “งมงาย” การที่คนไทยบางส่วนมีรายได้น้อย ไม่มีเงินเก็บ ก็เพราะ “ความเชื่อ”

เช่น การขูดเลขขอหวยกับต้นไม้ กราบไหว้สัตว์พิการที่มีความผิดปกติทางร่างกาย การบูชาบวงสรวงร่างทรงต่างๆ แม้สิ่งเหล่านี้วิทยาศาสตร์จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด

แต่ความเชื่อที่งมงายมากเกินไป ก็ทำให้ความคิดเราหยุดชะงัก หลายคนแทนที่จะคิดทำธุรกิจ หาไอเดียลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่ม กลับงมงายกับการหาเลขเด็ด ทรงเจ้าต่างๆ

กระบวนที่ก่อให้เกิดรายได้ในระหว่างนี้จึงลดลง เป็นเหตุผลที่แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่ก็เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้คนไทยมีรายได้น้อยลง

5. การผูกขาดของระบบนายทุน

เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ กับการผูกขาดทางธุรกิจ ที่บางทีไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้ลืมตาอ้าปาก

คนเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ เงินน้อย ทุนน้อย สายป่านไม่ยาว ไม่อาจสู้กับพวกนายทุนเงินหนา ประสบการณ์เยอะได้เลย

หนทางรอดของคนตัวเล็ก คือต้องพยายามคิดไอเดียที่แตกต่าง เพื่อให้ไม่เหมือนใคร และเป็นจุดขายให้กับตัวเอง

หลายคนที่ลงทุนแบบตรงๆ ทื่อๆ ไม่มีพลิกแพลง เล่นไปตามเกมธุรกิจส่วนใหญ่มักไปไม่รอด เพราะอำนาจในการซื้อจะไหลไปอยู่ที่กลุ่มนายทุนมากกว่า

ปัญหานี้ทำให้คนธรรมดาที่จะแจ้งเกิดในเวทีธุรกิจมีน้อย แถมบางคนลงทุนผิดพลาด จากคนธรรมดากลายเป็นคนจน หมดเนื้อหมดตัวเลยก็มี

6. ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

คนส่วนใหญ่อยากลงทุน แต่ก็ไม่มีเงินทุน แม้หลายธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้เรากู้ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องมีหลักประกัน

บางครั้งต่อให้เรามีโปรเจคดีแค่ไหน แต่หากไม่มีเงินทุนก็ยากที่จะสานต่อ บางคนพูดว่าให้ทำแบบ Start-Up

แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่เราจะได้ทุนจาก Venture Capital หรือ Angel Investor เพราะกลุ่มเงินทุนเหล่านี้ก็เป็นธุรกิจหนึ่งเช่นกัน

หากไอเดียที่เรานำเสนอ ดูไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ ก็กลายเป็นแค่โปรเจคในกระดาษธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครกล้าลงทุนให้อย่างแน่นอน

7. โครงสร้างด้านสวัสดิการทางสังคม

หลายประเทศที่เรามองว่าอยู่ในกลุ่มพัฒนา เขามีสวัสดิการทางสังคมที่ชัดเจน เช่น บางประเทศมีการศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี มีเงินเลี้ยงดูยามแก่ชรา เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย สวัสดิการที่เห็นหากไม่ใช่ข้าราชการ ก็มีเพียง 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ต้องไปใช้สิทธิในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งต้องรอคิวนานหน่อย หรือบางที่อาจจะบริการไม่ดีนัก

แต่จะให้ไปเสียเงินรักษาแพงๆ คนรายได้น้อยก็ไม่มีทางทำได้ ต้องทนใช้สิทธิที่ว่านี้กันไป หรือแม้แต่คนทำงานที่บอกว่ามีประกันสังคมดูแล มีเงินเก็บสะสมยามแก่ชรา

ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อถึงเวลา จะสามารถเบิกจ่ายได้จริงหรือเปล่า คำว่าสวัสดิการทางสังคม จึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยมีน้อยมาก การดูแลจากภาครัฐไปยังประชาชน “ทุกคน” ไม่ทั่วถึง

คนส่วนใหญ่จึงต้องปากกัดตีนถีบ หาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งไว้ดูแลตัวเองในยามฉุกเฉิน

ซึ่งหากสวัสดิการทางสังคมมีความชัดเจน เราก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างสบายใจ รายได้ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นเงินเก็บได้มากขึ้น

ทั้งนี้เราก็เข้าใจดีว่า หากต้องการสวัสดิการที่ดี ก็อาจต้องจ่ายภาษีมากกว่าเดิม

ในประเทศพัฒนาแล้ว เขามีการจ่ายภาษีในอัตราที่สูง แต่ผลตอบแทนที่ประชาชนในประเทศนั้นได้รับ ก็ถือว่าคุ้มค่ามากเช่นกัน

ผลสำรวจ Gallop World Poll ระบุว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา จํานวนคนที่ตอบว่าชีวิตความเป็นอยู่แย่ลงมีมากขึ้น

เกือบ 40% ตอบว่าไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัย และกว่า 40% ตอบว่ามีเงินไม่พอซื้ออาหาร

เทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียน ที่รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนลดลง และเป็นประเทศเดียวที่อัตราความยากจนเพิ่มสูงขึ้น

แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับปัจจุบัน จะมีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน แต่จนแล้วจนรอด

คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีรายได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลัง คนจนก็ยังมีอยู่ และดูเหมือนจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ขอขอบคุณ ThaiSMEsCenter